หายใจให้เป็น: เทคนิคลดความเครียดที่ทำได้เองทุกวัน
เทคนิคผ่อนคลายที่ใช้ก่อนนอนได้ ทำได้เองทุกวัน
การนอนไม่ใช่แค่ “เวลาที่เสียไป” แต่เป็นช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง จัดระเบียบความจำ ปรับสมดุลฮอร์โมน และฟื้นระบบภูมิคุ้มกัน คนจำนวนมากพยายามดูแลอาหารและออกกำลังกายอย่างดี แต่ละเลยการนอน ซึ่งเป็นเสาหลักที่ขาดไม่ได้พอ ๆ กัน
การนอนหนึ่งคืนประกอบด้วยรอบการนอนหลายรอบ รอบละราว 90 นาที สลับกันระหว่างช่วงหลับลึก (non-REM) กับช่วงหลับฝัน (REM) แต่ละช่วงมีหน้าที่ต่างกัน
นี่คือเหตุผลที่การ “นอนดึกแล้วตื่นสาย” ให้ครบชั่วโมงเท่ากัน อาจให้ผลไม่เหมือนการนอนเป็นเวลา เพราะสัดส่วนของแต่ละช่วงเปลี่ยนไป และนาฬิกาชีวภาพของร่างกายถูกรบกวน
คำแนะนำทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่คือ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน ผู้สูงอายุอาจอยู่ที่ 7–8 ชั่วโมง ส่วนวัยรุ่นต้องการมากกว่านั้น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเป็นเพียงกรอบ สิ่งที่บอกได้ดีกว่าคือความรู้สึกในเวลากลางวัน
ถ้าต้องนอนชดเชยทุกวันหยุด นั่นมักเป็นสัญญาณว่าวันธรรมดานอนไม่พอ ไม่ใช่ว่าวันหยุดนอนมากเกินไป
บางคนนอนครบ 8 ชั่วโมงแต่ยังเพลีย เพราะการนอนถูกขัดจังหวะบ่อยจนไม่ได้ช่วงหลับลึกเพียงพอ สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ การตื่นเข้าห้องน้ำกลางดึก เสียงรบกวน แสงจากจอ อุณหภูมิห้องที่ร้อนเกินไป การดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
1) เข้านอนและตื่นเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน รวมถึงวันหยุด · 2) รับแสงแดดตอนเช้า 15–30 นาที ช่วยตั้งนาฬิกาชีวภาพ · 3) หยุดคาเฟอีนอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมงก่อนนอน · 4) ลดแสงจ้าและจอในชั่วโมงสุดท้าย · 5) ห้องนอนเย็น มืด และเงียบ · 6) ใช้เตียงเพื่อการนอนเป็นหลัก ไม่ทำงานหรือดูซีรีส์ยาว ๆ บนเตียง · 7) ถ้านอนไม่หลับเกิน 20 นาที ให้ลุกไปทำอะไรเงียบ ๆ แล้วค่อยกลับมาเมื่อง่วง · 8) มีกิจวัตรผ่อนคลายก่อนนอน เช่น อาบน้ำอุ่น ยืดเหยียดเบา ๆ หรือฝึกลมหายใจ
แอลกอฮอล์ทำให้หลับเร็วขึ้นก็จริง แต่ไปรบกวนช่วงหลับฝันและมักทำให้ตื่นกลางดึกในครึ่งหลังของคืน ผลรวมคือหลับได้ไม่ลึกและตื่นมาไม่สดชื่น
การงีบสั้น 15–20 นาทีช่วงต้นบ่ายมักไม่รบกวนการนอนกลางคืน แต่การงีบนานเป็นชั่วโมงหรืองีบตอนเย็นจะไปลดแรงขับให้ง่วงในคืนนั้น
การออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วยให้นอนดีขึ้น แต่การออกกำลังกายหนักมากในช่วง 1–2 ชั่วโมงก่อนนอนอาจทำให้บางคนหลับยากขึ้น ลองเลื่อนให้เร็วขึ้นแล้วสังเกตผล
มื้อหนักใกล้เวลานอนอาจทำให้แสบร้อนกลางอกหรืออึดอัด ส่วนการดื่มน้ำมากเกินไปทำให้ต้องตื่นเข้าห้องน้ำ ลองจัดน้ำส่วนใหญ่ไว้ในช่วงกลางวันแทน
นอนไม่หลับตั้งแต่ 3 คืนต่อสัปดาห์ขึ้นไปและเป็นมานานกว่า 3 เดือน · นอนกรนเสียงดัง มีคนสังเกตว่าหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ หรือสะดุ้งเฮือกกลางดึก · ง่วงมากในเวลากลางวันจนกระทบการทำงานหรือการขับรถ · ขากระตุกหรือรู้สึกอยากขยับขาจนนอนไม่ได้ · ตื่นมาปวดศีรษะเป็นประจำ — อาการเหล่านี้อาจสัมพันธ์กับภาวะที่รักษาได้ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งเชื่อมโยงกับความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ จึงควรได้รับการตรวจ
เมลาโทนินและสมุนไพรช่วยผ่อนคลายบางชนิดมีการศึกษาอยู่บ้าง แต่ผลต่างกันมากในแต่ละคน และไม่ใช่ทางแก้ของปัญหาที่ต้นเหตุ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจมีปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่ เช่น ยานอนหลับ ยาต้านซึมเศร้า หรือยาละลายลิ่มเลือด ส่วนยานอนหลับตามใบสั่งแพทย์มีข้อบ่งใช้และระยะเวลาที่เหมาะสมของมัน ไม่ควรซื้อใช้เอง ไม่ควรใช้ยาของคนอื่น และไม่ควรหยุดหรือปรับขนาดยาเองหากแพทย์สั่งไว้ ก่อนเริ่มอะไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ไม่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน เลือกทำสองอย่างที่ทำได้จริงและทำต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ แล้วค่อยประเมิน ข้อที่มักให้ผลเร็วที่สุดคือ เวลาตื่นที่คงที่ และ แสงแดดตอนเช้า เพราะสองอย่างนี้ตั้งนาฬิกาชีวภาพให้ทั้งวัน
การจดบันทึกการนอนสั้น ๆ เช่น เวลาเข้านอน เวลาตื่น จำนวนครั้งที่ตื่นกลางดึก และความรู้สึกตอนเช้า จะช่วยให้เห็นรูปแบบของตัวเอง และเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากถ้าต้องไปพบแพทย์
ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ต้องการ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน และคุณภาพสำคัญไม่แพ้ปริมาณ เวลาตื่นที่สม่ำเสมอ แสงแดดตอนเช้า ห้องที่มืดและเย็น และการลดคาเฟอีนกับแอลกอฮอล์ คือสิ่งที่ทำได้เองและมีหลักฐานรองรับ ส่วนอาการกรนดังร่วมกับหยุดหายใจ หรือการนอนไม่หลับเรื้อรัง เป็นเรื่องที่ควรให้แพทย์ตรวจ ไม่ควรแก้ด้วยการซื้อยาหรืออาหารเสริมมาใช้เอง
เทคนิคผ่อนคลายที่ใช้ก่อนนอนได้ ทำได้เองทุกวัน
การนอนน้อยกับฮอร์โมนที่ควบคุมน้ำตาล และสิ่งที่ควรตรวจ